โทษกลอง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมอันนั้นคือสัจธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไอ้เราเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นสมมุติไง เป็นวิทยาศาสตร์ เราว่าสิ่งนั้นเป็นธรรมไง เช้าสายบ่ายเย็น ๑ วัน มันหมุนเวียนมันไป มันเป็นธรรมชาติ
แต่ถ้าเป็นสัจจะความจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เทศนาว่าการไปพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
หลวงตาพระมหาบัวเวลาท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รวมลงเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจของหลวงตาพระมหาบัว
ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา สัจธรรมอันนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมเป็นสัจธรรมในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาหลวงตาท่านสิ้นกิเลส ท่านก็กราบแล้วกราบเล่า กราบแล้วกราบเล่า กราบสัจธรรมอันนั้น
แต่ของเราล่ะ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลามาบวชเป็นพระ เป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์ สมมุติๆๆ สมมุติคือมันจริงตามสมมุติ
ว่าจะไม่จริง ก็บวชพระจริงๆ นี่ไง จะลงอุโบสถกันอยู่นี่ไง ลงสามัคคีธรรมอยู่นี่ไง
นี่มันเป็นสมมุติสงฆ์ๆ สมมุติสงฆ์มันเข้าถึงสัจธรรมอันนั้นไม่ได้
ถ้าเข้าถึงสัจธรรมอันนั้นได้ เป็นอริยสงฆ์ เป็นบุคคล ๔ คู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ สาวกสาวกะผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมาถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นพระอรหันต์ นี่เป็นสัจธรรมเหมือนกัน ถ้าเป็นสัจธรรมเหมือนกัน ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้เคาะกิเลสในหัวใจของตนนี่ไง
เราเองเราก็มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติเสียด้วย ถ้าเป็นพระปฏิบัติ ร่องรอยของการประพฤติปฏิบัติมาตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มาตั้งแต่ครูบาอาจารย์ของเรา
แล้วเวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาท่านสิ้นกิเลสไป สรีระสังขาร เวลาหมดอายุขัย กลายเป็นพระธาตุๆ เป็นสัจจะเป็นความจริงไง
กลายเป็นพระธาตุน่ะ พระธาตุมันเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุคือขณะ นิโรธ ดับทุกข์ ดับทุกข์ในหัวใจของสาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟังแล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริง ดั่งแขนขาด ขาดจริงๆ นั่นไง นี่เป็นสัจธรรม
แต่ของเรา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา แล้วมาบวชเป็นพระ เราจะเป็นนักรบ เราจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก
รำไม่ดีน่ะ รำไม่ดี
เวลาเขามีการละเล่นฟ้อนรำ รำไม่ดี ตัวเองก็ไม่โทษ ตัวเองก็ไม่ว่าตัวเองไม่ฝึกหัดมาดีงาม
ถ้าตัวเองฝึกหัดมาดีงาม แข็งแรง อ่อนช้อย สัจธรรม ศิลปวัฒนธรรม รำดี เราทำดีได้หมดล่ะ
รำไม่ดี โทษปี่ โทษปี่ก็โทษคนอื่นทั้งนั้นน่ะ โทษคนโน้น โทษคนนี้ไง เวลาโทษเขาไปแล้วไม่ได้ นี่โทษกลอง รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะไม่มีอีกแล้วล่ะ ศาสนามันเรียวแหลม ศาสนาหมดสิ้นแล้ว
โดยธรรมและวินัย โดยสัจธรรม เขาบอกว่า ศาสนาไม่มีวันเสื่อม คนต่างหาก คนต่างหาก ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติต่างหากมันถอยออกห่าง ถอยออกไกลไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ มันเสื่อมที่คนนั่นแหละ มันเสื่อมคนที่ฝึกหัดปฏิบัติไง โทษกลอง
โทษว่ากึ่งกลางพระพุทธศาสนา โทษว่าศาสนามันเรียวแหลม โทษสัจธรรมไง ไม่รู้จักและไม่เห็นโทษของกิเลสในใจของตนเลย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบธรรมที่ไหน
กราบธรรม กราบสัจธรรมในหัวใจดวงนั้น เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก เป็นหนึ่ง สาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟังประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สิ้นกิเลสขึ้นมา เป็นพระอรหันต์ นี่ไง เขาไปโทษใคร เขาโทษกิเลส
เขาโทษกิเลสเพราะอะไร
เพราะบุคคล ๔ คู่ ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ละสังโยชน์ ๓ กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง กามราคะ ปฏิฆะขาดไป สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕
สังโยชน์เบื้องสูงไง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา นี่สังโยชน์ ๑๐
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟังขึ้นมาเป็นพระอรหันต์ เพราะว่านิโรธ ดับทุกข์ เป็นสัจจะเป็นความจริง นั่นโทษใคร เพราะมันรู้มันเห็น มันเป็นความจริงขึ้นมา แล้วมันเป็นธรรมในหัวใจดวงนั้นด้วย มันจะไปโทษใคร
เพราะได้ชำระล้างกิเลสก็โทษกิเลสนั่นไง เกือบตาย แต่ละขั้นแต่ละตอนที่ปฏิบัติมาเกือบตาย แล้วเวลากิเลสมันตาย นั่นน่ะ มันนอนดิ้นอยู่นั่นน่ะ โทษใคร
โทษปี่โทษกลองน่ะ โทษกึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาคงจะหมดแล้วล่ะ เวลาประพฤติปฏิบัติไป เราไม่มีอำนาจวาสนาแล้วล่ะ
โทษเขาไปทั่ว แต่ไม่เห็นพฤติกรรมในใจของตนเลย ไม่เห็นความเหลวไหลในหัวใจดวงนี้เลย ประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันก็สะเพร่า ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็เอาแต่ความมักง่าย ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันจูงจมูกก็ชอบทั้งนั้นน่ะ
เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านพูดถึงแม่ชีแก้วๆ ไง เวลาแม่ชีแก้ว เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา โอ้โฮ! มหัศจรรย์ยอดเยี่ยมทั้งนั้นน่ะ เขาก็มีวาสนาของเขานะ เขาก็ได้สร้างของเขามา ถ้าวันไหนประพฤติปฏิบัติไม่ไปรู้ไปเห็นสิ่งใดขึ้นมา วันนั้นไม่ได้ปฏิบัติ
เวลาวงการกรรมฐาน จิตส่งออกนั่นน่ะน่ากลัวที่สุด
เวลาเห็นนิมิต รู้นิมิต เวลาหลวงปู่ดูลย์ท่านพูดไง ที่รู้ที่เห็นนั้นจริงไหม จริง แต่มันไม่จริง
เห็นจริงๆ นั่นแหละ แต่มันไม่จริงเพราะอะไร
ไม่จริงเพราะสมมุติบัญญัติไง มันส่งออกไปมันรู้อะไรล่ะ ก็นิมิต นิมิตมันก็เป็นฌานสมาบัติ มันก็เข้าเท่านั้นน่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอริยสัจล่ะ
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติท่านรู้เลย มันเกี่ยวอะไรกับอริยสัจ มึงเห็นทุกข์หรือ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์หรือ ที่ว่าทุกข์ๆ มันเกิดจากอะไร แล้วมีอำนาจวาสนาได้จับต้องมันไหม
ถ้ามันได้จับต้อง มันก็เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงไง เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริงอันนั้นไง เห็นสติปัฏฐาน ๔ ไง ปฏิบัติในแนวทางพระพุทธศาสนาไง ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง มันจะเข้าสู่อริยสัจไง มันจะเข้าสู่สัจจะความจริงไง
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลามันพิจารณาไปแล้วด้วยภาวนามยปัญญา เวลามันปล่อยวางชั่วคราวๆๆ
คนปฏิบัติมาเขารู้ เพราะปล่อยมาชั่วคราว มันมีอะไรเกิดขึ้นล่ะ เพราะมันไม่มีขณะไง ไม่มีขณะก็คือไม่มีการชำระล้าง ไม่มีขณะก็คือไม่มีนิโรธ ไม่มีนิโรธก็ไม่มีการดับ มันก็ไม่จริงไง
แต่มันรู้อะไรล่ะ
อารมณ์ไง ปัญญาดีเลิศ พิจารณาไปไง นี่ไง โทษกลอง ชี้นิ้วไปโทษเขาทั้งนั้นน่ะ นิ้วหนึ่งชี้ไป อีก ๔ นิ้วชี้เข้าหาตัวไหม แต่ไม่เห็น เห็นแต่นิ้วที่ชี้ออกไปทั้งนั้นแหละ โทษกลอง โทษธรรมะ โทษว่ามันหมดยุคหมดสมัย โทษไปนะ ล้มลุกคลุกคลาน เพราะอะไร
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ มันไม่มีใครหรอกที่เจริญงอกงามขึ้นไปโดยที่ไม่มีการผิดพลาดใดๆ เป็นไปไม่ได้ คนเรามันจะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์จนที่ว่าไม่มีอะไรติได้เลย มันมีที่ไหน มันเป็นไปได้อย่างไร
เศรษฐี มหาเศรษฐี แม้แต่ถึงเวลาแล้วเขาก็หิวเขาก็กระหายเหมือนกัน คนเรามันต้องกินอาหารเหมือนกันทั้งนั้นน่ะ แล้วมันจะถูกใจตลอดเวลาไหม มันไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องบ้างเลยหรือ มันไม่ความเบื่อหน่าย มันไม่มีความลังเล มันไม่มีความทุกข์ในใจเลย มันเป็นไปได้อย่างไร
ไอ้นี่ก็ประพฤติปฏิบัติเหมือนกัน เวลาปฏิบัติไปแล้วเวลามันเสื่อม เวลาจิตมันเสื่อม เวลามันท้อแท้ เวลามันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ ทุกข์เจียนตาย
แต่ถ้าคนมีวาสนาของเขา เขาก็ฟื้นฟูของเขาได้ จิตเสื่อม จิตเสื่อมมันเป็นเรื่องปกติเลย เพียงแต่ว่าคนที่ไม่ได้ฝึกหัด คนที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ เวลาจิตเสื่อมมันไม่รู้ตัวไง ไม่รู้ตัวหรอก
“เคยภาวนาอย่างนั้น เคยภาวนาอย่างนี้”
สัญญาทั้งนั้น สัญญาคือความจำได้หมายรู้ไง เราเคยมีความสุขแล้วนึกถึงความสุข แล้วตอนนี้มันสุขไหม ตอนนี้มันทุกข์ไง ไอ้ความสุขก็อดีตไง แต่ความจำได้ ความจำได้หมายรู้แล้วมันไม่ชำนาญในวสี ไม่ชำนาญในการรักษา
เฮ้ย! มึงภาวนาอย่างไรกันวะ เออ! มันแปลกเนาะ ไอ้สิ่งที่เป็นนามธรรมมันอยู่ได้คงที่ตายตัวอย่างนี้ ท่องทุกวัน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ทำวัตรเช้านั่นไง มันเป็นอนิจจัง มันเป็นอนัตตาๆ แล้วศีล สมาธิ ปัญญามันเป็นอะไร มันอยู่กับเราไหม
แต่ครูบาอาจารย์ของเรานะ ชำนาญในวสี โอ้โฮ! เอ็งจะเสื่อมไปไหนก็เสื่อม
เสื่อมเริ่มต้น เราก็รู้จักว่ามันเสื่อม แต่พอเรารักษามันได้แล้ว อ๋อ! มันเสื่อม มันเสื่อมเพราะเหตุนั้น เวลามันฟื้นฟูมา มันฟื้นฟูมาเพราะเหตุนี้ แล้วถ้าเหตุนี้นะ เขาไม่ทิ้งเลย ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ จำสิว่าเหตุและผลน่ะ ถ้าเหตุเราสมบูรณ์แบบ ผลมันจะไปไหน ถ้าเหตุมันดี
ไอ้นี่เหตุมันไม่มีเลย ตะครุบเงาทั้งนั้น แล้ววิ่งตามกิเลสอีกต่างหากนะ สุดท้ายแล้ว สรุปโทษกลอง ศีลก็ไม่ใช่ สมาธิก็ไม่ใช่ ปัญญาก็ไม่มี ภาวนามยปัญญาก็ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าสอนมาถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้ สิ่งนี้มันเป็นจริงหรือเปล่า ครูบาอาจารย์ที่ท่านทรงจำกันมามันจริงหรือมันเท็จ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติมาแล้วใช่หรือไม่ใช่
โทษกลอง ไม่โทษตัวเองเลย ไม่โทษเลยว่า กูนี่ไม่เอาไหน กูนี่หยำเป กูนี่ซอยเท้าอยู่กับที่ นึกว่าบวชมาแล้ว พออุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่แล้ว โอ้โฮ! กูเป็นเทวดาแล้ว มันเอามาที่ไหน
สมมุติสงฆ์ สงฆ์จริงตามสมมุติ แล้วไปโทษใครอีกล่ะ
เวลาครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่นนะ เวลาท่านคัดเลือก ท่านแยกของท่าน เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้
หลวงตาพระมหาบัวท่านเล่าให้ฟังประจำ สิ่งที่มันสุดวิสัยๆ ก็ให้เขาเป็นจริตนิสัยของเขาไป มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ถ้ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ การศึกษาทุกคนก็อยากให้คนฉลาดทั้งนั้นน่ะ แล้วมันเป็นไปได้ไหมล่ะ มันเป็นไปไม่ได้ ดูสิ เวลาวุฒิภาวะของคน ปีนบันไดฟังเลย จะทำให้รู้ให้เข้าใจ ปีนก้อนเมฆเลย แต่ความเป็นจริงเขานั่งโคนไม้ เขาฟัง เป็นเรื่องปกติ เรื่องปกติเรื่องธรรมดา แล้วเราพยายามฝึกหัดของเราขึ้นมาให้ได้
ถ้าจิตใจมันสูงส่งขึ้นมานะ โอ้! กราบแล้วกราบเล่า อยากฟังอย่างนี้ อยากฟังอย่างนี้ ต้องการอย่างนี้ ต้องการอย่างนี้ ไอ้เลวทรามไม่เอา ไอ้บ้าบอคอแตกไม่เอา
ถ้าจิตใจมันพัฒนาขึ้นไง ไอ้เรื่องอย่างนี้ ไม่เอา ไม่เอา ก่อนบวชกูก็เคยทำมาแล้ว บวชอยู่ก็ทำกันอยู่นี่ ไหนว่าปฏิบัติธรรม
นี่โทษกลองไง โทษแต่คนอื่น โทษคนอื่น โทษ เห็นไหม รำไม่ดี ตัวเองก็รำ ตัวเองก็มีพฤติกรรม ตัวเองก็ปฏิบัติอยู่นี่ไง
โทษปี่ก็โทษสังคม โทษปัจจัยเครื่องอาศัย ไม่มีใครรับดูบูชาทั้งสิ้น โทษกลอง โทษกลองก็โทษธรรมะแล้ว โทษเขาไปทั้งนั้นน่ะ แต่ไม่รู้จักกิเลส ไม่โทษมันเลยหรือ ก็ที่เอ็งมืดบอดอยู่นี่ก็กิเลสมันขับดันออกมาไง
แล้วตั้งสติขึ้นไปสิ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่คืออริยสัจ นี่คือสัจจะ นี่คือความจริง
ทรงจำธรรมวินัยๆ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราก็ศึกษาศาสดาเรานี่แหละ แล้วมันเป็นจริงขึ้นมาไหมล่ะ
ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา ศีลคือความปกติของใจ มันปกติไหม มันดิ้นมันรนไหม มันหลอกมันล่อไหม มันทำให้งงอยู่นี่หรือเปล่า เดินจงกรมนั่งสมาธิอยู่นี่ นั่งเหมือนกัน เดินเหมือนกันน่ะ ขิปปาภิญญา ผู้ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เขานั่งน้อยกว่าอีก เขาไปแล้ว
ลูกศิษย์พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ อย่างละ ๕๐๐ ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ไปหมดเลย เหลือพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรยังเป็นพระโสดาบันอยู่ เทศนาว่าการอีก ๗ วัน พระโมคคัลลานะถึงได้
เห็นไหม เขาลูกศิษย์องค์ละ ๕๐๐ นะ ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์หมดเลย อาจารย์ของตัวยังไม่ได้
๗ วัน พระโมคคัลลานะถึงได้เป็นพระอรหันต์ ๑๔ วัน พระสารีบุตรถึงได้ตามไป ลูกศิษย์ไปก่อนแล้ว
แล้วเราล่ะ เอ็งไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยหรือ
ลูกศิษย์พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นพระอรหันต์เพราะอะไร
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์ในอริยสัจ
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นี่ฝ่ายกิเลส ฝ่ายโลก
ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ด้วยสัจจะด้วยความจริง
มันมีเหตุ มันมีผล มันมีสัจจะมีความจริง มันมีที่มาที่ไป ไปโทษใคร
ถ้าโทษ ทำไมลูกศิษย์พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะถึงเป็นพระอรหันต์ก่อน ไม่ยุติธรรม พระสารีบุตรต้องเป็นพระอรหันต์ก่อน
นี่ลูกศิษย์ไปก่อนน่ะ ตัวเองยังไม่ได้เลย โทษใคร
โทษภาวนามยปัญญา โทษธรรมที่จะเกิดขึ้นในหัวใจ
ตัวเอง พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายที่มีฤทธิ์มีเดช ๗ วัน เพราะว่ามีอำนาจวาสนาบารมี รู้มาก ปัญญามาก ลังเลสงสัยมาก พิจารณาแล้วพิจารณาเล่าถึงจะได้ เห็นไหม
ดูสิ พระโมคคัลลานะสัปหงกโงกง่วง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปให้ตรึกในธรรม แหงนหน้าดูดาว เอาน้ำลูบหน้า
สอนใคร
สอนพระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร ๑๔ วันนู่นน่ะ
เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาด้วยอำนาจวาสนาบารมีอันนั้นไง
นี่ก็เหมือนกัน จะไปโทษใคร ผลักไปให้หมดน่ะ คนอื่นไม่ดีหมด ธรรมวินัยไม่ใช่ทั้งนั้น กูวิเศษ กูยอดคนเลย ทำไมใครไม่ฟังกู
ไม่โทษตัวเองเลยล่ะ นั่นแหละ อีโก้นั่นแหละ มันเป็นสมาธิไม่ได้ ยิ่งใหญ่นั่นแหละ ตายอยู่นั่นน่ะ
บวชเป็นพระเหมือนกัน กูก็บวชพระนะ ทำไมคนไม่เห็นกูเป็นพระเลยวะ ทำไมมองเห็นคนอื่นเป็นพระ
เวลาเราศึกษาในพระไตรปิฎกมันเศร้า เวลาในพระไตรปิฎกไง นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกบวชไง ราชกุมารออกบวชทั้งสิ้น พระอานนท์ พระนันทะ เทวทัต เหมือนกัน ออกบวชหมด เวลานางวิสาขาไปเฝ้าไง มีน้ำปานะไปฝากองค์โน้น ฝากองค์นี้ ถวายองค์นั้น ถวายองค์นี้ แล้วเทวทัตล่ะ
นี่มันคิดในใจไง นี่โทษเขาอีกแล้ว
นางวิสาขาเป็นมหาอุบาสิกา อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นมหาอุบาสก เขาสร้างของเขามา เขาปรารถนาของเขามา แล้วเขาทำมา เขามีสติมีปัญญาของเขา เขาก็ถวายพระของเขา
ไอ้ตัวเองคิดไปเองไง ทำไมถวายแต่องค์นั้น ทำไมถวายแต่องค์นี้ ทำไมไม่ถวายเราเลย ข้ามเราไป ข้ามเรามา อย่างนั้น เอาทีเดียวล่ะ เราต้องแสดงตัวตน จะเอาใครดี ไปเอาอชาตศัตรูไง
มันเป็นเวรเป็นกรรมไปทั้งหมดทั้งสิ้น เวลาตัวเอง
แล้วทำไมพระอานนท์ไม่คิดอย่างนั้นล่ะ ทำไมพระนันทะไม่คิดอย่างนั้นล่ะ นั่นพระอรหันต์ทั้งนั้นนะ เราตัวเองก็มาบวชเหมือนกัน ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ
เวลาคิดอย่างไง ประชาธิปไตย เป็นเจ้าชายเหมือนกัน บวชพระเหมือนกัน ทำไมไม่เห็นหัวเราเลย
เขาก็เห็นทั้งนั้นแหละ เขาก็ถวายทั้งนั้นแหละ แต่ไอ้กิเลสในใจของตนมันจะรวบไว้กินคนเดียวไง มันต้องผ่านฉันๆ
ทำไมต้องผ่าน ก็ถวายแก้วหนึ่งก็แก้วหนึ่งแล้ว คนอื่นก็แก้วหนึ่งเหมือนกัน ทำไมต้องมารวบยอด คิดไปทั้งนั้นน่ะ นี่โทษกลอง ไม่ได้โทษตัวเองเลย
สุดท้ายแล้ว เวลากิเลสมันกลับมากระทำตัวเอง แบ่งแยกสงฆ์ ทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้อพระโลหิต นี่มันเป็นอนันตริยกรรมๆ ร้อยแปดพันเก้า เกิดจากอะไรล่ะ ก็ไปโทษเขาไง ปกป้องกิเลสไง กิเลสมันยิ่งใหญ่ไง มันก็สร้างอำนาจ มันย่ำเข้าไปในหัวใจของตนไง นี่ถ้ามันเป็นจริง
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เราสร้างเหตุสร้างผลของเรา ในการประพฤติปฏิบัติไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของคนๆ แล้วกิเลสในหัวใจของเรา เราก็ตั้งใจมาบวชเป็นพระแล้ว เราก็อยากจะเป็นนักรบ รบกับกิเลส นี่เผชิญหน้าตามความเป็นจริงเลย นี่นักรบ
นักรบ เรามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ เครื่องอยู่ของใจเพราะมันดิ้นมันรน มันพลิกมันแพลง มันปลิ้นมันปล้อน มันกระทืบอยู่นั่นแหละ
อยู่กับข้อวัตร
เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นสร้างธรรมทายาท เวลาประชุมสงฆ์ๆ เพราะอะไร เพราะว่ามันหยำเปไปหมดแล้วไง ประชุมสงฆ์ กองทัพธรรม สร้างธรรมทายาทขึ้นมา สร้างบุคลากรขึ้นมาไง มีข้อวัตรปฏิบัติให้ทำให้เหมือนกัน ให้ทำได้เท่ากัน ให้ทำได้อยู่ด้วยกัน ให้สมานสามัคคีกัน ให้กระทำขึ้นมาให้เป็นสังฆะ เป็นสงฆ์ เป็นองค์กร นี่เป็นกองทัพของกองทัพธรรม แต่เวลาเป็นมรรคเป็นผล มันเป็นมรรคเป็นผลในหัวใจของตน
ถ้าเป็นมรรคเป็นผลในหัวใจของตนนะ เวลาเป็นธรรมขึ้นมา อาวุโสๆ อาวุโสด้วยพรรษา จะอาวุโสๆ เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ ใครได้มีคุณธรรม เขาเคารพเขาบูชา เขาบูชาคุณธรรม วิหารธรรมในหัวใจดวงนั้นต่างหาก ถ้าหัวใจดวงนั้นมันสำรอก มันคายออก มันไว้วางใจได้
หลวงปู่มั่น เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมานะ พอพาดกระแส เออ! วางใจได้ วางใจได้ มันปิดอบายภูมิ วางใจได้ มันไม่ไปทางต่ำ แล้วมันจะขึ้นทางสูงไปเท่านั้น
ไอ้นี่บรรลุธรรมๆ ยังหยำเป บรรลุธรรมได้อย่างไรวะ ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีอะไรเป็นต้นเป็นปลาย บรรลุธรรมอะไรของมึง
บรรลุธรรมมันก็มีศีล นี่ไง สีลัพพตปรามาส นี่ไง ไม่ลูบไม่คลำ ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังนะ
เวลาเราอยู่ในหมู่คณะ เวลาถ้าผิดจากศีลธรรม เขาเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ในกิริยาเลยล่ะ ถ้ามันเป็นจริง เป็นจริงมันมีเหตุมีผล แล้วเวลามีเหตุมีผลแล้วมันเข้ากัน มันเป็นอันเดียวกัน มันมองตามันก็รู้ใจแล้ว ถ้ามันเป็นจริง
ถ้ามันไม่เป็นจริง เราไม่โทษใครทั้งสิ้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำของเรามา ถ้าทำของเรามานะ มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน เราก็พยายามฝึกหัดปฏิบัติทำเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ คำว่า “ทำเป็นจริงขึ้นมาให้ได้” ตั้งสติ บริกรรมของเราไว้
เวลาเราทำของเรา ทำความสงบของใจให้ได้ก่อนๆ ถ้าทำความสงบใจ ใจมันมีกำลัง จิตมันมีกำลัง มันจับมันต้องสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
เวลาคนที่ฝึกหัดใช้ปัญญานะ ถ้าสมาธิถ้ามันมีกำลังของมันนะ มันใช้ปัญญาไปนะ โอ้โฮ! มันฟัน โอ้โฮ! เวลาธรรมมันคมกล้า มันฟันนะ กิเลสนี่ถอยกรูดๆ มันวิ่งหนีหมดล่ะ
อาจารย์สิงห์ทองไง กิเลสมันวิ่งเข้าป่าหมดเลย กิเลสของเราหายหมดเลย ไม่รู้มันไปไหนหมด เวลาท่านพูด อาจารย์สิงห์ทองน่ะ
ของเรามันมีอะไรบ้างวะ มึงคิดเองเออเองคนเดียวน่ะ
ไอ้นี่มันก็แค่เห็นนิมิตนั่นแหละ ถ้ามันเป็นการประพฤติปฏิบัติโดยสูงสุดก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ ก็เรารู้เราเห็น ก็เราพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม
การพิจารณานี้คือการพิจารณาโดยอารมณ์ การพิจารณานี้ การพิจารณาโดยสามัญสำนึก โดยพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ การฝึกหัดปฏิบัติมันก็เริ่มต้นจากตรงนี้แหละ เริ่มต้นจากสถานะของความเป็นมนุษย์ สถานะของจิตที่มีกิเลสเต็มหัวใจนั่นแหละ แล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันก็จะเริ่มต้นจากตรงนี้ ถ้าเริ่มจากตรงนี้ เห็นไหม
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นั่นแหละคือปัญญาอบรมสมาธิ อบรมสมาธิคือว่าปัญญาพิจารณาให้มันหยุดคิด เวลามันหยุดคิดขึ้นมาก็ โอ้โฮ! มหัศจรรย์มาก มหัศจรรย์มาก
แล้วที่มันมหัศจรรย์มากกว่านี้ล่ะ แล้วที่มันมหัศจรรย์มากกว่านี้เพราะเอ็งไม่เคยเห็นไง เอ็งถึงพูดได้แค่นี้ไง พิจารณากาย พิจารณาเวทนา
พิจารณา จะบอกว่ามันไม่จริง มันไม่จริงทำไมคนที่ปฏิบัติมันรู้มันเห็นอย่างนั้นล่ะ
ใช่ มันจริง มันจริงเพราะอะไร เพราะเวลาคนที่มีการศึกษานะ เขาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ ประโยค ๔ ประโยค ๕ ประโยคนั่นน่ะ เขาก็พิจารณาธรรมะนั่นแหละ แล้วเขาศึกษาในทางทฤษฎี ในทางวิชาการ เขาเข้าใจดีกว่าแล้วเขาพูดได้ชัดเจนด้วย แต่เขาพูดโดยสัญญา เขาพูดโดยการทรงจำธรรมวินัย
นี่พระปฏิบัติ พระปฏิบัติในฝ่ายปฏิบัติ เวลาเราพิจารณา เห็นไหม เราปฏิบัติไง ก็พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม เราพิจารณาแล้ว พิจารณากายๆ
พิจารณากายมันพิจารณาโดยอะไรล่ะ
พิจารณาโดยอารมณ์ พิจารณาโดยความคิด โดยสามัญสำนึกของมนุษย์ เพราะเราเป็นฝ่ายปฏิบัติ เพราะฝ่ายปฏิบัติก็เริ่มปฏิบัติมา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
ทีนี้สมถกรรมฐาน พุทโธๆ มันก็เป็นพุทโธ นี่ก็พุทธานุสติ ถ้าเป็นกำหนดลมหายใจก็เป็นอานาปานสติ ถ้าเราใช้ปัญญาของเรา มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ แล้วมันมีอาการอย่างไรล่ะ
มันก็รู้มันก็เข้าใจของมันไง โอ้โฮ! มหัศจรรย์ๆ นี่พิจารณากาย พิจารณาจิต พิจารณาเวทนา พิจารณาธรรม เวลาพิจารณาของมันไป แล้วพิจารณาแล้วก็โทษแล้ว ก็ทำจบแล้ว ก็ทำเหมือนแล้ว
ฉันข้าวก็ฉันทุกวันน่ะ พิธีกรรม ภัตกิจ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เอ็งก็ทำแค่เป็นพิธีใช่ไหม จิตเอ็งไม่สงบบ้างเลยหรือ แล้วจิตสงบแล้วอาการมันแตกต่าง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
วันนี้สมาธิเข้าไม่ได้เลย จะเป็นจะตายเลย เวลาจิตมันเสื่อม เสื่อมอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วเสื่อมแล้วท้อถอยด้วย ทดท้อด้วย แล้วไปหมดเลย แล้วจะเอาฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างไร
เวลามันฟื้นฟูขึ้นมานะ โอ้โฮ! บรรลุธรรมอีกแล้ว
เวรกรรมเอ้ย
ฟื้นฟูขึ้นมาก็ฟื้นฟูขึ้นมา กำลัง คำว่า “กำลัง” ทำไมคราวนี้ปัญญามันเป็นอย่างนี้ ทำไมคราวนี้มันไปไม่ได้ ทำไมคราวนี้มันไปได้ ไม่ได้พิจารณาเลย ก็มรรค ๘ ไง นี่มีสมาธิ งานชอบ งานผิดพลาด งานไม่สมบูรณ์แบบ งานพลั้งเผลอ งานจับต้นชนปลายไม่ถูก
งานอะไร
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วถ้ามันเสื่อม เสื่อมลงมานี่หมดน่ะ แล้วเวลามันถอยออกมาเป็นปุถุชน จบเลยนะ เป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกนึกคิดเลย นั่นสัญญาทั้งนั้นน่ะ แล้วพูดนะ ขัดกัน ขัดแย้งกันเองในตัวมันเอง
แต่ถ้าเป็นจริงๆ นะ เพราะมันสมบูรณ์แบบของมันไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง เวลามันขึ้นต้นขึ้นมามันชัดเจนของมันไง แล้วถ้ามันผิดพลาด อ๋อๆๆ เลย อ๋อ! มันขาดตรงนี้ อ๋อๆ มันขาดตรงนี้ อ๋อ! ตรงนี้มันขาดไป ไม่ได้เอามาผสมกันไง เอ้ย! ลืมตรงนั้นไง
โทษใคร
โทษความสะเพร่า โทษความไม่เอาไหน
เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง ไอ้พวกที่กราบแล้วกราบเล่า กราบแล้วกราบเล่ามันซึ้งใจ รู้ได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร
รู้ได้อย่างไรเพราะมันลึกลับซับซ้อนขนาดนั้น แต่กว่าเราจะรู้ได้อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด กายนี้มีหลายชั้นนัก กายนอก กายใน กายในกายไง
หลวงปู่ดูลย์ไง จิตนอก
คำว่า “จิตนอก” กับ “นอกจิต” มันคนละเรื่องกัน
จิตนอก จิตมันมั่นคง มันถึงเห็นจิตนอก
ไอ้นอกจิตนั่นน่ะ นอกจิตคือไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่มีสัพเพเหระ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจิตไปเลย
แต่ถ้าหยุดคิด จิตนอก นี่ละขันธ์อย่างหยาบ
จิตใน แล้วจิตถอด
จิตมันถอดเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามาเลย ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างละเอียด พิจารณากายนอก พิจารณากายในกาย กายนอก กายใน กายในกาย มันพิจารณาเป็นชั้นๆ ขึ้นไปเลยน่ะ
ถ้าครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติเป็นนะ ไม่มีขัดไม่มีแย้งกันเลย แล้วพูดถูกด้วย
แต่ถ้ามันไม่ได้ปฏิบัตินะ พูดผิดหมด ผิดโดยกิเลส
แต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง มันเป็นข้อเท็จจริง มันอยู่ที่วาสนา วาสนาของคน รำไม่ดี
เราเป็นพระปฏิบัติ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระ แล้วเราเป็นพระปฏิบัติด้วย เวลาเราปฏิบัติขึ้นมา ปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริง คำว่า “ปฏิบัติเป็นข้อเท็จจริง” มันเป็นเพราะว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ถ้าปฏิบัติธรรมสะเพร่า ปฏิบัติธรรมไม่รอบคอบ นี่ไง ปฏิบัติธรรมด้วยความด้นความเดา มันก็ได้ธรรมะด้นเดา ธรรมะสับปลับ ธรรมะปฏิรูป คือคิดเอง ประดิษฐ์เอง ธรรมะปฏิรูปคือเราปฏิรูป เราประดิษฐ์เอง เราคิดเอง เราทำเอง โดยกิเลสมันเป็นผู้บงการ นี่เขาเรียกว่าธรรมะปฏิรูป
แต่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรแก่ธรรมคือสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟังแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในสัจธรรมอันนั้น เห็นไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”
นั่นน่ะปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมตามสัจธรรม แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังพยากรณ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังอุทาน ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังอุทาน แล้วคนที่มันรู้จริงมันจะจริงขนาดไหน
ไอ้ของเราน่ะ คิดเองเออเอง ทำเอง ปฏิบัติเอง ทำเองทั้งหมดเลย ของกู ของกูถูกต้องชอบธรรม ของคนอื่นไม่ใช่
มันก็อยู่ที่วาสนา ตัวเองรำ แล้วถ้ารำถูกต้องชอบธรรม ปี่กลองมันก็เป็นแค่ให้จังหวะ ปี่กลองมันเป็นสมบัติภายนอก บุคคลคนนั้นต่างหาก ไม่โทษกลอง ไม่โทษสัจธรรม ไม่โทษมรรคโทษผล โทษความเพียรของเราอ่อนด้อย โทษเราเองไม่รอบคอบ โทษเพราะเราเองทำเองโดยสะเพร่า เราทำใช้ไม่ได้
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ถ้ามันสัจจะความจริง มันจะทุกข์มันจะยากขนาดไหน
เวลาครูบาอาจารย์ที่เทศนาว่าการไง ถ้าเราระลึกถึงชีวิตของเราอยู่ในท้อง ๙ เดือน เราคิดถึงความต้องขดอยู่ในท้อง ๙ เดือน มันทุกข์มันยากขนาดไหน แต่มันก็ไม่ทุกข์ไม่ยากเพราะเป็นธรรมชาติ
แต่เรามาคิดโดยสติ โดยปัญญาของคน ขดอยู่ในท้อง ไอ้นี่นั่งอะไรก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่ได้ ทุกข์ยาก ต้องเป็นอิสระ ต้องมีสิทธิเสรีภาพ
เวลาเอ็งอยู่ในท้อง เอ็งไม่อุทธรณ์ห่าอะไรเลย เวลาอยู่ในท้อง ๙ เดือน กูไม่เห็นเอ็งบ่นห่าอะไรเลย คลอดออกมายังเกิดมาได้
นี่ทำอะไรก็ไม่ได้ ลำบากลำบน มันทุกข์มันยาก
เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ เขาแสวงหาครูบาอาจารย์ บอกมา ให้ทำอย่างใด แล้วทำแล้วมันผิดพลาด แก้ไขอย่างไร แก้ไขตรงไหน แก้ไขมา
ที่มันแก้ไขไม่ได้เพราะอะไร แก้ไขไม่ได้เพราะเราไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
เริ่มต้นตรงไหนล่ะ เอ็งจะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ
ถ้าเริ่มต้น เห็นไหม เราเริ่มต้นเป็นพระปฏิบัติ ข้อวัตรนี่เริ่มต้น ถ้าข้อวัตรปฏิบัติเริ่มต้นนะ มันรื่นเริง มันอาจหาญ เพราะอะไร เพราะเคลื่อนไหวเพื่อหยุดนิ่ง
การฝึกหัดการทำข้อวัตร เหงื่อไหลไคลย้อย เสร็จแล้วก็เข้าทางจงกรมสิ เอ็งไปนั่งภาวนา เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน ร่างกายเอ็งไม่ขยับขยายเลย สมาธิจะไม่เป็นอีกต่างหาก
ทำมาจนเต็มที่แล้วนะ ถึงเวลาทำข้อวัตร ออกเคลื่อนไหวให้ร่างกายมันมีการเคลื่อนไหว มันมีการผ่อนคลายของมัน แล้วเวลาการกระทำ โอ้โฮ! สติปัญญามันอยู่กับข้อวัตร มันเคารพพระพุทธเจ้าไง มันเคารพ มันบูชา ทำด้วยความรื่นเริง ทำด้วยความอาจหาญ เสร็จแล้วเข้าสู่ทางจงกรม ไปพิจารณาทบทวนในทางจงกรม เข้าไปสู่ทำสมาธิ นี่เครื่องอยู่ของใจไง ในการฝึกหัดไปมันจะโทษใคร
เราชื่นชมหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านเอาตัวท่านรอดแล้ว ท่านยังวางหนทางไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง ให้กับพระภิกษุที่มีอำนาจวาสนาได้ขวนขวาย ได้ประพฤติปฏิบัติ ได้ฝึกหัดให้ตนของตนได้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
แล้วถ้าใจมันสมควรแก่ธรรมนะ มันเป็นศีล มันเป็นสมาธิ มันเป็นปัญญา มันกตัญญูนะ มันเห็นคุณ มันเห็นถึงบุญถึงคุณ
เพราะพระอรหันต์พ้นจากทุกข์แล้ว มันมีอะไรในหัวใจนั้นอีก ท่านยังพยายามทำตนให้เป็นแบบอย่าง
หลวงตาท่านพูดประจำ หลวงปู่มั่นเป็นพระอะไร เป็นพระอรหันต์ เก็บเล็กเก็บน้อย อาบัติเล็กอาบัติน้อยไม่มี ทำไว้ทำไม ทำไว้ให้เป็นแบบอย่าง
นี่เวลาพูดไง ไอ้พวกตาดำ ไอ้ตาดำๆ น่ะ ไอ้ใครจะไปหาใครก็ต้องอาจารย์กู ถ้าไม่เก่งกว่ากู กูไม่ฟัง
ท่านเสียสละไง
ถ้าท่านไม่ต้องเสียสละเลย หลวงปู่เจี๊ยะ เห็นไหม ท่านไม่สนเลย ครูบาอาจารย์ อ้าว! ก็เรื่องของเอ็ง ไม่เกี่ยว
แต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ท่านทำเป็นแบบอย่าง
พระกัสสปะไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “กัสสปะเอย เธอก็เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา เธอก็อายุ ๘๐ เท่าเรา ทำไมเธอต้องถือธุดงควัตร”
ก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บอกเองไงว่า เราเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน อายุเท่ากัน แต่ที่ข้าพเจ้าทำไว้ ทำไว้ให้เป็นคติ เป็นแบบอย่างไว้กับอนุชนรุ่นหลัง มันได้มีคติ มีแบบอย่าง
นี่คือการเสียสละไง พระกัสสปะถึงเป็นเอตทัคคะในธุดงควัตรไง นี่ต้นแบบในการประพฤติปฏิบัติไง มันถึงมีแบบอย่างปฏิบัติมานี่ไง
มากึ่งพุทธกาล ไม่มีใครเอาแล้ว โทษกลอง
“ศาสนาเรียวแหลม ไม่มีหรอกพระอรหันต์ มรรคผลนิพพานไม่มี”
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นทำให้ดูไง แล้ววางข้อวัตรปฏิบัติไว้ด้วย แล้วถ้าเอ็งมองข้าม เหยียดหยาม เหยียดหยาม ดูด้วยความรังเกียจ
ไหนเอ็งว่าพระกรรมฐานไง
นี่ล่ะหนทางนะเว้ย นี่ล่ะต้นเหตุที่ทำให้จิตใจสงบ จิตใจระงับ สิ่งที่ดีงาม เอ็งมองเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เครื่องอยู่ของใจ สิ่งที่มีคุณค่าไง ไม่โทษกลอง รำตัวเองให้ดี ฝึกหัดปฏิบัติให้ดีงาม แล้วผลของการปฏิบัติ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เอวัง